ชื่ออุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

Main menu ru-RU

วัดเจ้าย่า


 

          วัดเจ้าย่า* เป็นวัดร้างตั้งอยู่หมู่ที่ ๒  ตำบลคลองสระบัว  อำเภอพระนครศรีอยุธยา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  วัดนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกของคลองสระบัว  ซึ่งอยู่นอกเกาะเมือง  ห่างจากหน้าวัดพระเมรุไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือราว ๑ กิโลเมตรเศษ  ตามเส้นทางที่จะไปเพนียดคล้องช้าง

          คลองสระบัวเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญในสมัยโบราณมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น  เป็นเส้นทางลัดระหว่างคลองคูเมืองกับคลองบางขวด  ในสมัยอยุธยาพระมหากษัตริย์มักจะเสด็จไปเพนียดคล้องช้างโดยออกจากพระราชวังตรงคลองท่อ  แล้วเลี้ยวเข้าคลองสระบัว  ตัดตรงไปออกคลองบางขวดสู่เพนียดคล้องช้าง  คลองสระบัวนี้มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเมื่อ  พ.ศ. ๒๐๗๒  เจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์กับขุนวรวงศาธิราชเสด็จไปคล้องช้างที่เพนียด  ผ่านมาทางคลองสระบัว  ขุนพิเรนทรเทพกับพวกได้เข้าสกัดกระบวนเรือพระที่นั่งจับเจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์  ขุนวรวงศาธิราช  และราชบุตรที่เกิดด้วยกันฆ่าเสีย  ความปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า

          “ครั้นเช้าตรู่ขุนวรวงศาธิราชกับแม่เจ้าอยู่หัวศรีสุดาจันทร์และราชบุตรที่เกิดด้วยกันนั้น  ทั้งพระศรีศิลปก็ลงเรือพระที่นั่งลำเดียวกันมาตรงคลองสระบัว  ขุนอินทรเทพก็ตามประจำมา  ฝ่ายขุนพิเรนทรเทพ  พระยาพิชัย  พระยาสวรรคโลก  หลวงศรียศ  หมื่นราชเสน่หาในราชการ  ครั้นเห็นเรือพระที่นั่งขึ้นมาก็พร้อมกันออกสกัด  ขุนวรวงศาธิราชร้องไปว่าเรือใครตรงเข้ามา  ขุนพิเรนทรเทพก็ร้องตอบไปว่า  กูจะมาเอาชีวิตเองทั้งสอง  ฝ่ายขุนพิเรนทรเทพก็เร่งให้พาย  รีบกระหนาบเรือพระที่นั่งขึ้นมา  แล้วช่วยกันเข้ากลุ้มรุมจับขุนวรวงศาธิราชกับแม่เจ้าอยู่หัวศรีสุดาจันทร์และบุตรซึ่งเกิดด้วยกันนั้นฆ่าเสียแล้วให้เอาศพไปเสียบประจาน  ณ  วัดแร้ง”[๑]

          ปัจจุบันคลองสระบัวตื้นเขินเป็นบางส่วนไม่สามารถใช้เป็นเส้นทางสัญจรไปมาได้  การเดินทางไปวัดเจ้าย่าจึงใช้ทางรถยนต์  ซึ่งมีหลายเส้นทางดังนี้

  • ใช้เส้นทางมาตามถนนรอบเกาะเมืองข้ามสะพานข้ามคลองเมือง  หรือแม่น้ำลพบุรีเดิม  ผ่านวัดหน้าพระเมรุไปตามถนนประมาณ ๑ กิโลเมตร
  • ใช้เส้นทางมาตามถนนผ่านหน้าวัดภูเขาทอง  ฝั่งตรงข้ามมีทางแยกเข้ามายังคลองสระบัว  มาตามถนนข้ามสะพานข้ามคลองสระบัวจนถึงวัดครุฑธาราม  เลี้ยวขวามาตามถนนประมาณ ๒ กิโลเมตร
  • ใช้เส้นทางมาตามถนนรอบเกาะเมือง  ถึงสี่แยกวัดราชประดิษฐาน ข้ามสะพานข้ามคลองเมือง  ผ่านวัดแม่นางปลื้ม  เลี้ยวซ้ายตามถนน ร.พ.ช. บ้านร่างแค  มาตามถนนผ่านหน้าวัดแค  จนถึงสามแยกวัดครุฑธาราม เลี้ยวซ้ายมาประมาณ ๒ กิโลเมตร 

          ถนนที่ตัดผ่านวัดเจ้าย่านี้ได้ตัดผ่านกลางวัดทำให้วัดในปัจจุบันแบ่งออกเป็น ๒ ฝั่ง  ฝั่งหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเป็นเขตพุทธาวาส และฝั่งหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก  ซึ่งติดกับคลองสระบัว  เป็นเขตสังฆาวาส  ก่อนการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานในปีพุทธศักราช ๒๕๔๒  บริเวณวัดยังเป็นที่ตั้งของบ้านเรือนราษฎรและเป็นพื้นที่เพาะปลูกของราษฎรทั้ง ๒ ฝั่ง    จนกระทั่งกรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่งและปรับปรุงสภาพแวดล้อมโบราณสถานกลุ่มคลองสระบัว  บ้านเรือนราษฎรจึงได้ย้ายออกไป

          สภาพวัดเจ้าย่าก่อนการขุดแต่งนั้นอยู่ในสภาพหักพังมาก  ทั้งนี้เกิดจากการเสื่อมสภาพของวัตถุและการลักลอบขุดรื้อทำลาย  บริเวณฝั่งตะวันออก  ประกอบด้วยซากโบราณสถาน ได้แก่  วิหาร  เจดีย์  อาคารขนาดเล็ก  เจดีย์ราย และศาลาราย  บริเวณดังกล่าวล้อมรอบด้วยกำแพงรูปสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่า  สันนิษฐานว่าบริเวณนี้น่าจะเป็นเขตพุทธาวาส  และมีคูน้ำล้อมรอบ   ส่วนฝั่งตะวันตก  มีซากโบราณสถานเป็นอาคาร ๒ ชั้น  ก่ออิฐสอปูน  หอระฆัง  อาคารขนาดเล็ก  ขอบทางเดินและแนวกำแพงวัด

          ประวัติการสร้างวัดเจ้าย่ามีความเป็นมาอย่างไร  ไม่ปรากฏหลักฐานเนื่องด้วยไม่มีเอกสารฉบับใดกล่าวถึง  แต่เมื่อพิจารณาลักษณะทางศิลปกรรมของซากโบราณสถานที่เหลืออยู่และจากการขุดแต่งออกแบบเพื่อการบูรณะเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒  พอจะสันนิษฐานได้ว่า  วัดนี้น่าจะสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้น  และคงจะได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ต่อมาจนถึงสมัยอยุธยาตอนปลายแล้วถูกทิ้งร้างไประยะหนึ่ง  สันนิษฐานว่าเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒  จนมีการเข้ามาใช้พื้นที่โบราณสถานอีกครั้งในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นและถูกทิ้งร้างไปอีกครั้งหนึ่ง  จะร้างด้วยเหตุผลใด ก็ไม่อาจทราบได้

          นายเทพ  สุขรัตนี  นักโบราณคดี กรมศิลปากร ได้เรียบเรียงบทความเรื่อง  วัดเจ้าย่า”  และวัดแร้ง”  พิมพ์ในนิตยสารศิลปากร ปีที่ ๕  เล่มที่ ๕  มกราคม ๒๕๐๕  อธิบายว่า

          “ได้ทราบจากผู้ใหญ่เล่าว่า  วัดนี้เพิ่งตกเป็นวัดร้างมาเมื่อราว ๖๐ ปี  สมภารองค์สุดท้าย ชื่อ   พระภิกษุสุด  หลักฐานต่างๆ ทางเอกสารแสดงถึงความเป็นมาของวัดนี้ยังค้นไม่พบ  แม้ชื่อวัดซึ่งเรียกกันว่า  “วัดเจ้าย่า”  ก็ยากที่จะสันนิษฐานได้ว่าเหตุผลใดจึงมีชื่อเช่นนั้น”

          จากบทความดังกล่าวถ้าจะนับวันเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ (พ.ศ. ๒๕๔๗)  วัดเจ้าย่าก็คงถูกทิ้งร้างมาประมาณกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว

          ราษฎรในบริเวณนั้นเล่าว่า  แต่เดิมบริเวณนี้มีสภาพเป็นป่ารกรุงรังด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยและวัชพืชนานาชนิด  เมื่อทำการถากถาง  เพื่อจะปลูกสร้างบ้านและทำที่เพาะปลูกจึงพบซากโบราณสถานต่างๆ และในที่สุดกรมศิลปากรได้เข้ามาสำรวจและประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๔๘๖[๒]  แต่ยังไม่ได้ทำการบูรณะขุดแต่ง  เพียงทำความสะอาดและถากถางบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเท่านั้น  จากซากโบราณสถานดังกล่าวพบว่าบริเวณนี้น่าจะเป็นวัดฝ่ายอรัญวาสี  เนื่องจากพบอาคารซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นที่สำหรับวิปัสสนา  ประกอบกับวัดบริเวณนอกเกาะเมืองแถบนี้ส่วนใหญ่เป็นวัดฝ่ายอรัญวาสีทั้งสิ้น

          ในปี ๒๕๔๒  กรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่ง  ขุดค้นและออกแบบเพื่อการบูรณะโบราณสถานกลุ่มคลองสระบัว  ซึ่งมีวัดเจ้าย่ารวมอยู่ด้วย  จึงพบว่าวัดเจ้าย่านี้มีการก่อสร้างและบูรณะเพิ่มเติมถึง ๕ สมัยด้วยกัน เริ่มตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น  ซึ่งพบว่ามีการสร้างเจดีย์แปดเหลี่ยมเป็นเจดีย์ประธานของวัด  ต่อมามีการสร้างและบูรณะเพิ่มเติมอีกหลายครั้งและมีการสร้างทับซ้อนกันอีกด้วย  ดังปรากฏรูปแบบทางศิลปกรรมของโบราณสถาน  เช่น  เจดีย์ทรงต่างๆ   วิหารที่มีระเบียงโปร่ง  เตี้ยขยายออกมา  และหอระฆัง  เป็นต้น[๓]

          โบราณสถานที่สำคัญ

          กรมศิลปากรได้สำรวจและจัดทำแผนผังวัดเจ้าย่า  เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐  พบว่า  โบราณสถานที่ปรากฏอยู่ทางฝั่งตะวันออกของถนนในปัจจุบันนั้น  ล้อมรอบด้วยกำแพงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวประมาณ ๘๓.๑๐ เมตร  กว้างประมาณ ๑๘ เมตร  มีทางเข้าสู่ด้านตะวันออก ๑ ช่อง  ด้านตะวันตก ๒ ช่อง  ชานด้านตะวันออกย่อมุมตามแผนผัง (ดูแผนผัง ปี พ.ศ. ๒๕๐๐)  ต่อมากำแพงดังกล่าวได้ทลายลงเหลือแต่แนวอิฐเป็นร่องรอยของแนวกำแพงเดิมโดยรอบเท่านั้น  เมื่อกรมศิลปากรได้ขุดแต่งโบราณสถานแห่งนี้ในปี ๒๕๔๒ ปรากฏว่าพบแนวกำแพงทั้งหมด ๔ ด้าน  เป็นกำแพงก่ออิฐสอดิน  มุมกำแพงประกอบด้วยเสาหัวเม็ดมุมกำแพง  ฐานหน้ากระดานชุดฐานบัวลูกแก้วอกไก่  ลักษณะแนวกำแพงแต่ละด้าน  มีดังนี้

  • ด้านทิศตะวันออกยาว ๓๓ เมตร ขนานกับกลุ่มเจดีย์ราย ๓ องค์  ทางทิศตะวันออก

          แนวกำแพงประกอบด้วยเสาหัวเม็ดที่ปลายแนวกำแพงทั้ง ๒ มุม  ที่มุมกำแพงด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้พบขอบอิฐลักษณะคล้ายศาลาสำหรับนั่งพักผ่อนหรือสำหรับบูชาพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายใน  มีช่องประตูทางเข้า ๑ ช่อง

  • ด้านทิศเหนือ ยาว ๘๓ เมตร กำแพงด้านนี้มีสภาพสมบูรณ์เหลือแนวกำแพงตลอดทั้ง

          แนวในสภาพคดไปมาและเลื่อนลงไปในคูน้ำ ความสูงวัดได้จากส่วนที่เหลือสภาพสูงสุดวัดได้ ๑.๒๔ เมตร  พบเสาหัวเม็ด ๒ ต้น  เว้นระยะกันประมาณ ๖๕ เซนติเมตร  เป็นช่องประตูทางเข้า  มีขั้นบันได  สันนิษฐานว่าอาจเป็นช่องทางเข้าออกของพระสงฆ์จากเขตสังฆาวาสสู่เขตพุทธาวาส  ซึ่งคูน้ำบริเวณใกล้กับช่องประตูเล็กนี้อาจมีสะพานไม้ข้ามไปยังกุฎิวิปัสสนา ๒ หลัง  ทางทิศเหนือของวัด

- ด้านทิศใต้  ยาว ๘๓ เมตร  สภาพกำแพงคดไปมา ด้านนี้ไม่พบช่องประตู
- ด้านทิศตะวันตก  ยาวประมาณ ๘ เมตร  สภาพชำรุดมาก  เนื่องจากถูกถนนตัดผ่าน

          แนวกำแพงในฝั่งตะวันออก   สันนิษฐานว่าคงสร้างราวสมัยอยุธยาตอนกลางค่อนมาทางตอนปลาย เนื่องจากมีการสร้างโบราณสถานเพิ่มมากขึ้นและเพื่อกำหนดขอบเขตของวัดให้ชัดเจน  ส่วนแนวกำแพงฝั่งตะวันตก  จะเหลือเพียงฐาน  และบางส่วนถูกรื้อทำลายเนื่องจากเป็นที่อยู่อาศัยของราษฎร

          ภายในกำแพงวัดฝั่งตะวันออกประกอบด้วยโบราณสถานดังต่อไปนี้

          ๑วิหาร  นายเทพ  สุขรัตนี  นักโบราณคดี  กรมศิลปากรได้กล่าวถึงวิหารของวัดนี้ไว้ในบทความเรื่อง  “วัดเจ้าย่าและวัดแร้ง” ว่า 

          “พระวิหารตั้งอยู่บนฐานล้อมด้วยกำแพงแก้วรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  ยาว ๒๓.๔๐ เมตร  กว้าง ๑๓.๕๐ เมตร  ตัวพระวิหารยาว ๑๘.๓๐  เมตร  กว้าง ๙.๙๐ เมตร  ภายในวิหารมีแท่นชุกชี  ไม่พบส่วนของพระพุทธรูป  มีทางขึ้นทางทิศตะวันออกและตะวันตกด้านละ ๒ ช่อง” [๔] (ดูแผนผังปี พ.ศ. ๒๕๐๐)

          จากการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานวัดเจ้าย่าในพุทธศักราช   ๒๕๔๒   นั้นพบว่า วิหารหันหน้าไปทางทิศตะวันออก  ฐานวิหารสูงจากพื้นประมาณ ๔๐ - ๕๐ เซนติเมตร  มีเสาระเบียงด้านทิศเหนือและทิศใต้ด้านละ ๙ ต้น  ลักษณะเป็นระเบียงโปร่งใช้อิฐก่อเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด มีบันไดขึ้นที่ด้านหน้าและด้านหลัง  ภายในมีระเบียงเดินได้รอบ  พื้นภายในวิหารปูด้วยอิฐกลมผ่ากากบาท  มีฐานชุกชี  ฐานพระอันดับ พบชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทราย  ปูนปั้น และสำริด  และชิ้นส่วนพระพุทธรูปดินเผา  เศษกระเบื้องดินขอ  กระเบื้องเกล็ดปลา  และกระเบื้องกาบกล้วย  แสดงถึงอายุสมัยของโบราณสถานแห่งนี้ว่ามีการขยายและเปลี่ยนแปลงรูปทรงของอาคารหลายครั้ง

          ๒เจดีย์ประธาน  อยู่ทางทิศตะวันตกของวิหารเป็นเจดีย์ทรงกลมก่ออิฐสอดินและฉาบปูนด้านนอกทั้งองค์ ตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยม  สูงจากระดับพื้นประมาณ ๖๐ - ๗๐ เซนติเมตร  ถัดขึ้นไปเป็นฐานเขียงกลมลด  ๒ ชั้น  เหนือขึ้นไปเป็นฐานบัวที่พังทลายเกือบหมด  ถัดไปเป็นมาลัยลูกแก้ว จากนั้นเป็นองค์ระฆังที่เหลืออยู่เพียงด้านทิศตะวันตกเล็กน้อย  บริเวณองค์ระฆังกรุด้วยศิลาแลง  จากการขุดแต่งบูรณะพบว่าเจดีย์แห่งนี้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมถึง ๓ ครั้ง  และเมื่อมีการสร้างเจดีย์ด้านทิศเหนือ ทิศใต้  และทิศตะวันตกของเจดีย์ประธานทำให้ฐานของเจดีย์ชิดกับฐานหน้ากระดานของเจดีย์ประธาน  จึงทำให้เจดีย์ทั้ง ๔ องค์อยู่บนฐานเดียวกัน

          ๓เจดีย์ทางทิศเหนือของเจดีย์ประธาน มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงกลมตั้งอยู่บนฐานบัวสี่เหลี่ยม  คาดลูกแก้วอกไก่รองรับฐานเขียงกลม  ฐานบัวกลมและองค์ระฆังทรงกลม  สภาพชำรุดมากเหลือบางส่วนของมาลัยลูกแก้ว  องค์ระฆัง  ส่วนปล้องไฉนได้หักตกลงมาอยู่ข้างล่าง  จากการขุดแต่งพบว่าเจดีย์องค์นี้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมถึง ๓ ครั้ง   ซึ่งแผนผังในปี พ.ศ. ๒๕๐๐  ได้ระบุไว้ด้วยว่ามีเจดีย์ ๒ องค์  ขนาบข้างเจดีย์ประธาน  ได้แก่องค์ทางทิศเหนือและทิศใต้  ซึ่งองค์ทางทิศใต้นี้มาปรากฏสภาพเมื่อขุดแต่งแล้วในปี พ.ศ. ๒๕๔๒

          ๔เจดีย์ทางทิศใต้ของเจดีย์ประธาน   เป็นเจดีย์ที่ไม่ปรากฏสภาพก่อนขุดแต่ง  เนื่องจากเศษอิฐปูนหักพังจากเจดีย์ประธานมาทับถมอยู่  เมื่อขุดแต่งแล้วมีเพียงฐานเขียงกลม  ส่วนที่เหลือไม่ปรากฏลักษณะทางสถาปัตยกรรม

          ๕เจดีย์ทางทิศใต้เยื้องกับเจดีย์ประธาน  มีลักษณะเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง  ตั้งอยู่บนฐานทักษิณ  มีบันไดทางขึ้นอยู่ทางด้านทิศเหนือ  บริเวณพื้นล่างของบันไดมีอิฐปูพื้นอยู่เป็นลานถึงฐานไพทีของเจดีย์ประธาน ถัดขึ้นมาเป็นราวระเบียงทึบมีเสาหัวเม็ดประดับที่มุมเสา  องค์เจดีย์ตั้งอยู่ตรงกลาง  ประกอบด้วยฐานเขียง  ถัดไปเป็นชุดฐานสิงห์  เหนือขึ้นไปหักพังทั้งหมด  พบชิ้นส่วนบัวกลุ่มหลายชิ้น จึงสันนิษฐานว่าเจดีย์องค์นี้อาจเป็นเจดีย์ทรงเครื่อง  ปัจจุบันมีสภาพชำรุดมาก

          ๖เจดีย์ย่อมุมไม้ยี่สิบ   อยู่ทางด้านตะวันตกของเจดีย์ประธาน  เจดีย์นี้ตั้งอยู่บนฐานเหลี่ยมเป็นชั้น  ลักษณะเป็นเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้ยี่สิบ  ฐานรับองค์ระฆังทำเป็นฐานสิงห์  มีลายปูนปั้นรูปเท้าสิงห์และลายบัว  แท่นฐานยาวด้านละ ๓ เมตร  สภาพปัจจุบันชำรุดมาก ลวดลายปูนปั้นหลุดล่วงเกือบหมด  ยอดเจดีย์หักหายไป

          ๗เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง  ถัดลงมาทางใต้ของเจดีย์ย่อมุมไม้ยี่สิบ  เป็นเจดีย์ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมสูงจากพื้นดินประมาณ ๑ เมตร มีฐานประทักษิณโดยรอบ  ฐานรองรับองค์ระฆังทำเป็นฐานสิงห์  องค์ระฆังเรียวชะลูดมาก ปัจจุบันอยู่ในสภาพชำรุดมาก  องค์ระฆังถูกเจาะเว้า  ส่วนยอดเจดีย์หักหายไป

          ๘. อาคารขนาดเล็ก หรือวิหารน้อย  อยู่ทางทิศเหนือของเจดีย์ย่อมุมไม้ยี่สิบ  เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวประมาณ ๓.๕๐ เมตร กว้างประมาณ ๓ เมตร  ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมแอ่นท้องสำเภา มีช่องหน้าต่างด้านทิศเหนือและทิศใต้ตรงกันด้านละ ๑ ช่อง ประตูทางเข้าทางทิศตะวันตก สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นที่สำหรับภาวนา – วิปัสสนา   กำหนดอายุสมัยราวอยุธยาตอนปลายลงมา ประมาณหลังรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  ระหว่างวิหารน้อยกับเจดีย์ย่อมุมไม้ยี่สิบ  จะมีพระปรางค์น้อยตั้งชิดแนวกำแพงแก้วของวิหารน้อย  ลักษณะเป็นปรางค์ย่อมุมไม้สิบสองขนาดเล็ก สูงประมาณ ๑ เมตร ฐานกว้าง ๑.๕ เมตร มีช่องบรรจุสิ่งของเล็กๆ ทางด้านทิศตะวันออก  สันนิษฐานว่าอาจสร้างเพื่อบรรจุกระดูกหรือสิ่งของมีค่า

          ๙กลุ่มเจดีย์ ๓ องค์  เป็นเจดีย์รายตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวิหาร องค์ทางทิศเหนือเป็นเจดีย์ทรงกลมตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม  ซึ่งชำรุดมากเหลือเพียงฐานและบางส่วนขององค์เจดีย์  ยอดหักพังทลายลงมาหมด  สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในสมัยหลัง  และมีการก่อเพิ่มเติมอีกด้วย
          องค์ทางทิศใต้จะคงสภาพให้เห็นส่วนฐาน  องค์ระฆัง  บัลลังก์  และยอดเจดีย์บ้างเล็กน้อยได้ทำไม้ค้ำยันไว้  ส่วนองค์กลางชำรุดมาก  ซึ่งภายหลังการขุดแต่งพบว่าเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง  เนื่องจากถูกขุดรื้อทำลายมาก และยังพบว่าองค์เจดีย์ก่อทับซากโบราณสถานขนาดเล็ก  ลักษณะเป็นฐานเขียงสี่เหลี่ยมฉาบปูน ถัดขึ้นมาเป็นฐานย่อมุมไม้สิบสอง  สันนิษฐานว่าเป็นแท่นกราบพระหรือเป็นที่ประดิษฐานพระ

          ๑๐เจดีย์ราย ๔ องค์  เป็นเจดีย์ที่ตั้งอยู่ระหว่างด้านหน้าเจดีย์ประธานและด้านหลังของวิหาร  ปัจจุบันเหลือเพียงฐานราก

-  องค์ทางทิศเหนือ  เป็นฐานสี่เหลี่ยมฉาบปูนภายในเป็นโครงสร้างอิฐก่อเป็นรูปกากบาท  ขนาดกว้าง ๓ x ๓ เมตร
-  องค์ถัดมา  เป็นฐานแปดเหลี่ยมซึ่งตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยม  สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเจดีย์ประธานของวัดสมัยแรกสร้าง  ต่อมามีการสร้างเจดีย์ทรงระฆังเป็นเจดีย์ประธาน  จึงลดฐานะเป็นเจดีย์รายเช่นเดียวกับเจดีย์รายองค์อื่นที่สร้างเรียงกัน
-  องค์ต่อมา  เหลือเพียงฐานเขียงสี่เหลี่ยมฉาบปูน  ภายในเป็นโครงสร้างอิฐก่อเป็นรูปกากบาท  ขนาดกว้าง ๓ x ๓ เมตร
-  องค์ทางทิศใต้  เหลือเพียงฐานสี่เหลี่ยมฉาบปูน  ภายในเป็นโครงสร้างอิฐก่อเป็นรูปกากบาท  ฐานกว้างประมาณ ๓.๕ x ๓.๕ เมตร  และถูกฐานเจดีย์ทรงเครื่อง (เจดีย์ทางทิศใต้เยื้องกับเจดีย์ประธาน) ซึ่งอยู่ใกล้กันก่อทับอยู่ครึ่งหนึ่ง และส่วนบนถูกรื้อออกเพื่อสร้างฐานเจดีย์ทรงเครื่อง   และอาจนำอิฐของเจดีย์องค์นี้ไปก่ออาคารอื่นแทน

          นอกจากนี้ยังมีศาลาราย  ซึ่งเป็นอาคารขนาดเล็ก  ตั้งอยู่ทางทิศใต้ติดแนวกำแพงอีก ๓ หลัง  เหลือเพียงฐานอาคารสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นศาลาเพื่อประกอบกิจกรรมหรือนั่งพักผ่อนภายในวัด

          ส่วนบริเวณฝั่งตะวันตกของถนน  มีซากโบราณสถาน  ได้แก่

          ๑อาคารหรือตำหนัก  เป็นอาคาร ๒ ชั้น  ก่ออิฐสอปูน  ชั้นล่างเป็นส่วนใต้ถุนยกพื้นสูงมีทางเข้าสู่อาคารภายใน ๒ ทางคือตรงกลางของด้านข้างตัวตำหนักทั้ง ๒ ข้างๆ ละ ๑ ช่อง  ซึ่งช่องประตูอยู่ตรงกัน ลักษณะก่อเป็นช่องโค้งรูปกลีบบัว  มีเสารองรับพื้น  ทางขึ้นบนตำหนักมี ๒ ทาง  คือทางด้านข้างทั้ง ๒ ด้าน ส่วนประตูทางเข้าในอาคารชั้นบนมี ๓ ทางทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ตัวอาคารหันหน้าไปทางทิศตะวันออก  หน้าต่างด้านละ ๖ ช่อง ช่องที่ ๔  นับจากทิศตะวันออกจะเป็นรูปโค้งแบบช่องกุด  นอกนั้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีทางเดินสู่ตำหนักเป็นทางเดินอิฐเชื่อมมาจากด้านริมคลอง และหอระฆังโดยขึ้นทางชานด้านหลัง
          อาคารดังกล่าวมีลักษณะฐานแอ่นท้องสำเภาตามแบบที่นิยมสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชลงมา  สันนิษฐานว่าน่าจะมีการบูรณะเพิ่มเติมต่อมาด้วย

          ๒หอระฆัง  ตั้งอยู่ริมคลองสระบัว  (หลังตำหนัก)  เป็นหอระฆังยอดปรางค์  โดยทำเป็นปรางค์ ๕ ยอด  ยอดปรางค์ประดับด้วยปูนปั้นกลีบขนุนและประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบเขียนสี  มีฐานประทักษิณโดยรอบ  และมีบันไดทางขึ้นอยู่ทางทิศตะวันออก สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างหรือบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เนื่องจากลักษณะของปรางค์เล็กเรียว  และลักษณะของหอระฆังยังมีรูปทรงเหมือนกับหอระฆังที่วัดใหม่    ตรงบริเวณปากคลองสระบัว  อำเภอพระนครศรีอยุธยา  และวัดใหม่นี้ยังมีบานประตูไม้ศิลปะสมัยรัชกาลที่ ๓  ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา  

          นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานว่าในสมัยรัตนโกสินทร์วัดเจ้าย่ายังเป็นวัดที่มีพระสงฆ์อาศัยและจำพรรษาอยู่ 

          ๓อาคารจำนวน ๕ แห่ง  อยู่ในสภาพชำรุดมาก  เหลือเพียงฐานกระจายอยู่ในบริเวณเขตสังฆาวาส ตั้งอยู่บริเวณระหว่างตำหนักกับหอระฆัง  ๑ แห่งมีขนาด ๘ x ๖ เมตร  สันนิษฐานว่าเป็นศาลาโถง  ตั้งชิดแนวกำแพงวัดด้านทิศตะวันตก ๑ แห่งมีขนาด ๒ x ๔ เมตร  และทางทิศเหนือของตำหนักอีก ๓ แห่ง  มีขนาด ๑ x๑.๕ เมตร  ๔ x ๒ เมตร  และ ๓ x ๒ เมตร  สันนิษฐานว่าเป็นศาลานั่งพักผ่อน

          นอกจากนี้ภายในวัดฝั่งนี้ยังมีทางเดินเชื่อมถึงกัน  เพราะพบแนวอิฐก่อเป็นแนวยาวเชื่อมระหว่างตำหนักกับกำแพงวัดด้านทิศตะวันตก  (ริมคลองสระบัว)  และด้านทิศเหนือ

          นอกจากโบราณสถานที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีซากโบราณสถานอีก ๑ แห่ง  ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกของถนนห่างจากบริเวณเขตพุทธาวาสขึ้นไปทางทิศเหนือประมาณ ๒๐ เมตร  เป็นอาคารก่ออิฐสอปูนทรงกลม ๒ หลัง  ยกพื้น  มีช่องระบายอากาศด้านล่าง อาคารแต่ละหลังมีประตูทางเข้า ๑ ทาง  หันหน้าเข้าหากัน  สันนิษฐานว่าคงจะมีทางเดินเชื่อมระหว่างอาคารทำด้วยไม้  เนื่องจากพบช่องสำหรับวางตัวไม้ที่ประตูของอาคารทั้งสอง  หน้าต่างมีลักษณะเป็นช่องโค้งปลายแหลม  อายุสมัยที่สร้างน่าจะไม่เก่าไปกว่าสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  สันนิษฐานว่าอาคาร ๒ หลังดังกล่าวน่าจะเป็นอาคารสำหรับนั่งวิปัสสนา  เนื่องจากพื้นที่ภายในค่อนข้างคับแคบไม่เหมาะสมแก่การใช้ประโยชน์อื่น

          หลักฐานเกี่ยวกับอาคารขนาดเล็กสำหรับวิปัสสนานี้มีตัวอย่างปรากฏให้เห็นในประเทศลังกา ได้แก่  ที่วัดเมืองอนุราธปุระ  เช่น กลุ่มวัดทางทิศตะวันตก (Western  Monasteries) ของเมืองที่นักวิชาการเชื่อว่าคือกลุ่มวัดตะโปวน  (Tapovana)  ในพงศาวดารมหาวงศ์  ซึ่งหมายถึงป่าที่เป็นที่บำเพ็ญตบะ  และวัดบนภูเขามหินตะเล  ที่รัฐติลละและมาเนกัณฑะ  นอกเมืองอนุราชปุระ  เป็นต้น  ในวัดดังกล่าวมีอาคารสี่เหลี่ยมตั้งอยู่คู่กัน  และมีสะพานทอดเชื่อมถึงกัน วัดเหล่านี้เป็นวัดที่เชื่อกันว่าเป็นฝ่ายอรัญวาสีสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติวิปัสสนาเป็นกิจกรรมสำคัญ  อาคารคู่ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน  หรือกษิณ  เช่น กณิณไฟ  เป็นต้นนี้  พงศาวดารมหาวงศ์เรียกว่า ปธานฆร”  (Padhnaghara) แปลว่า  สถานที่ที่ทำความเพียรทางจิต[๕]  จากข้อมูลดังกล่าวมาแล้วอาจช่วยสนับสนุนข้อสันนิษฐานว่าโบราณสถานของวัดเจ้าย่า ๒ หลังน่าจะสร้างโดยวัตถุประสงค์เดียวกัน

          จะเห็นได้ว่าวัดเจ้าย่าในปัจจุบันได้ชำรุดทรุดโทรมไปตามสภาพกาลเวลา และดินฟ้าอากาศ  ทำให้สภาพของวัดในปัจจุบันมีความแตกต่างจากครั้งที่กรมศิลปากรได้สำรวจ  และจัดทำผังในปี ๒๕๐๐  และมีผู้เขียนบทความไว้ในปี ๒๕๐๕  สิ่งก่อสร้างบางอย่างจึงไม่ปรากฏในผัง  และเมื่อมีการขุดแต่งและบูรณะแล้ว  จึงพบซากโบราณสถานเกิดขึ้นอีกหลายแห่ง

          ในครั้งที่วัดเจ้าย่ายังไม่ได้รับการบูรณะและขุดแต่งและตั้งอยู่ในพื้นที่ทำกินของราษฎรนั้น  การดูแลรักษาโบราณสถานเป็นหน้าที่ของราษฎร  ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในบริเวณดังกล่าว  ช่วยทำความสะอาดในฐานะที่อยู่อาศัย  และมีส่วนช่วยดูแลเรื่องการลักลอบขุดทำลายโบราณสถานเพื่อค้นหาทรัพย์สมบัติ  นอกเหนือไปจากกรมศิลปากรซึ่งดูแลรักษาโบราณสถานด้วยการทำความสะอาด  ถากถางและกำจัดวัชพืชปีละครั้งเป็นการชลอการทำลายจากสภาพธรรมชาติได้ทางหนึ่ง  แต่เมื่อราษฎรได้ย้ายบ้านเรือนออกไปแล้ว  จึงเป็นภารกิจโดยตรงของกรมศิลปากรในการดูแลรักษาโบราณสถานของชาติแห่งนี้ต่อไป

 

* นางเบญจมาส  แพทอง   ค้นคว้าเรียบเรียง

[๑]  พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา  (พระนคร  :  คลังวิทยา)  หน้า ๒๙ -๓๐.

[๒] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓๐  ตอนที่ ๓๙ วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๔๘๖

[๓] รายงานการขุดแต่งและปรับปรุงสภาพแวดล้อมโบราณสถานวัดพระงาม วัดเจ้าย่า  วัดแค  (งานงวดที่ ๒)  ของสำนักโบราณคดี  หน้า ๑๘  (เอกสารของสำนักโบราณคดี)

[๔] เทพ  สุขรัตนี  “วัดเจ้าย่าและวัดแร้ง”.  พระราชวังและวัดโบราณในพระนครศรีอยุธยา. หน้า ๑๔๒

[๕] จากการศึกษาข้อมูลของ นางสาวนันทนา  ชุติวงศ์  ซึ่งค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับอาคารวิปัสสนาในประเทศลังกา